เตรียมรับมือ

posted on 22 Apr 2009 15:21 by kachasamon  in thought

ปี 2009  เข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจที่ย่ำแย่  หลาย ๆ บริษัทได้ปลดพนักงานออกมา  ข่าวปัจจุบันมีคนว่างงานมากขึ้น  ซึ่งมีผลกระทบแน่นอน  คนว่างงานมากขึ้น  สภาพคล่องในการจับจ่ายมีน้อยลง  เกิดอาชญากรรมมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม  สิ่งต่าง ๆ ที่ส่วนมากมักจะเกิดขึ้นก็ยังมีสิ่งที่ตรงข้ามเสมอ  เช่น  มีโอกาสในวิกฤติ  ซึ่งสิ่งนี้ก็คงต้องหากันเอาตามความถนัดส่วนบุคคล  และสิ่งหนึ่งที่จะรับมือได้  คือความอดทน  อดทนที่จะต่อสู้  อดทนที่จะลำบาก  และอดทนที่จะไม่หน้ามืดตามัวเห็นกงจักรเป็นดอกบัว  ไปประกอบอาชีพอันที่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น 

ยิ่งกว่านั้นความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทยยิ่งเสริมแรงให้ประเทศตกอยู่ในสภาพย่ำแย่มากที่สุด  ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในการลงทุนของชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก  เพราะปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาในการลงทุน  นั่นคือ  ความมั่นคงทางการเมือง  ซึ่งต่างชาติได้ยึดถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการพิจารณาเสียด้วย

ในวงการนักแปลอิสระทั้งหลายเฉกเช่นที่ดิฉันกำลังทำอยู่ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบนี้ได้เลย  อันเนื่องมาจากกำลังซื้อของบริษัทลดลงอยู่แล้ว  ต้อง save cost กันมากมาย  กอปรกับมีการแข่งขันที่มากขึ้น  ดังนั้น  วิธีการรับมือ  และเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อให้อยู่รอดอย่างหนึ่ง  คือ

  • ต้องดูแลติดตามลูกค้าดีกว่าที่เคยทำ  เนื่องจากการแข่งขันสูงขึ้น  และมีผู้ประกอบอาชีพอิสระประเภทนี้มากขึ้นด้วย
  • ปรับลดราคาในการแปลลงนิดหน่อยเพื่อให้สามารถรับมือกับการแข่งขันที่สูงขึ้นนี้ได้
  • เปิดช่องทางและขยายเครือข่ายให้มากขึ้น
  • เน้นคุณภาพ  งานตรงตามเวลา  รักษาผลงานของเราให้สม่ำเสมอ 
  • อดทนและมุ่งมั่น  ซึ่งงานประเภทนี้ต้องอาศัยความอดทนเป็นฐานมั่นอยู่แล้ว  เมื่อสถานการณ์แบบนี้ต้องเสริมคำว่า  เข้าใจสภาพเพิ่มด้วย  ทั้งนี้เนื่องจากว่า  จะได้ทำให้มีความสุขอยู่กับการเปลี่ยนแปลงได้  โดยไม่ต้องหวาดหวั่นมากนัก

ในมุมมองของเจ้าของบลอกก็คงต้องฝากข้อความประโยคหนึ่งยาว ๆ ว่า  "ไม่มีอะไรที่จะได้มาด้วยความง่ายมากนัก  และทุกสิ่งทุกอย่างย่อมผันแปรได้เสมอ  ดังนั้นเราทุกคนจึงต้องมีจิตใจที่แน่วแน่  บวกด้วยคำว่าเข้าใจในสิ่งที่เป็นไปเพื่อให้ความหมายกับชีวิต"

  

รู้สึกเหงา

posted on 31 Mar 2009 15:17 by kachasamon  in thought

 

ฝนตกจึงรู้สึกว่า  "เหงา" 

สัมผัสเบา ๆ ความเหงาจากสายฝน

หลับตา  นึกนิ่ง  จิตรำพึง

ถึงว่างเปล่าของหัวใจ

ท่าทางว่าฝนจะทำพิษเอาการ  ตกติดต่อกันหลายวัน  ค่อนข้างนาน

ทำให้รู้สึกถึงฤดูฝนในเดือนเมษา

ความรู้สึกแบบนี้  บอกไม่ถูก  คงจะบอกได้แต่แค่ว่า

รู้สึกเหงา 

เอาเข้าไป  ฝนออกฤทธิ์ 

เปลี่ยน

posted on 30 Mar 2009 00:08 by kachasamon  in thought

อากาศเปลี่ยนแปลงไป 

หัวใจคนเปลี่ยนไปด้วยหรือเปล่า

คืนนี้มีแต่เรา  ที่ยังนั่งเฝ้าหัวใจเราเอง

นอน  นอนไม่หลับ 

แอบนั่งพักให้หายวุ่น

หมดแรง  แล้วคงหนุน

หมอนอุ่น ๆ พักหลับกาย

เช้าวันใหม่  ยามฟ้ารุ่ง

สู่ท้องทุ่งสนามหนาม

เหยียบย่ำแสนยาวนาน

ท้องสนามยังแหลมคม

คืนนี้พักหลับจิต

ให้สนิทมิคิดหวั่น

พรุ่งนี้ใจมาดมั่น

จะก้าวผ่านจนพ้นแรง

และหวังเช่นวันนี้

ยังเป็นเช่นดังผ่านผัน

ต้องอดต้องทนนาน

จิตชื่นบานยามเข้าใจ

ถ้อยคำสื่อความคิด

ไม่สัมผัสเสียงใด ๆ

เป็นคำสื่อความหมาย

ออกจากใจคนหนึ่งคน


ลม

posted on 07 May 2008 11:31 by kachasamon  in thought
นั่งทำงานอยู่  มองออกไปหน้าต่าง  เห็นต้นไม้ลู่ไหวเพราะแรงลม  หัวใจตอนนี้กำลังสั่น  อาจจะเพราะว่าเหนื่อย  แต่ที่รู้สึกคือ  มันสั่นไหวไปตามแรงลมที่พัดมา  ประดุจว่าอยากจะล่องลอยไปให้ลมพัดเล่น ๆ

อากาศข้างนอกมีแสงแดด  ถ้าให้ไปอยู่ข้างนอกนาน ๆ อาจจะร้อนซะจนเหงื่อท่วมตัว  แต่ไม่ว่าจะร้อนแค่ไหน  ลมก็ยังพัดไม่หยุดนิ่ง  บางครั้งสิ่งที่ฉันอยากจะเห็น  นั่นก็คือ  เพียงแค่ธรรมชาติที่เป็นไป  เพียงแค่ได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ  นั่นคืออิสระ  ส่วนหนึ่งของธรรมชาติ 

ต้นไม้ช่างกล้าแกร่งจริงหนอ  แม้จะเป็นไปตามสัญชาติญาณ  ถึงจะถูกแรงลมพัด  ตากแดดและฝนอย่างไร  ก็ยังกล้าแกร่งอยู่อย่างนั้น  ใบเขียวงดงามที่ชูใบออกมาช่างสวยงามและเย็นตา  ทำให้ใจฉันยิ้มฉ่ำไปกับความกล้าแกร่งนี้ 

ลมที่พัดมา  หากเปรียบเป็นขวากหนามที่มาทิ่มแทงระหว่างทางที่เดินของมนุษย์  ก็คงจะหนักหนาเอาการ  และคนที่ทนเดินอยู่ได้บนทางที่เต็มไปด้วยขวากหนาม  ก็คือคนที่กล้าแกร่งไม่แพ้ต้นไม้เลย  แต่ถ้าจะให้ดี  กล้าแกร่งยังไม่เพียงพอ  คนต้องมีน้ำใจ  เผื่อแผ่ความกล้าแกร่งและน้ำใจให้กับคนรอบข้าง  ให้กำลังใจกันและกันที่เกิดมาบนโลกใบนี้แล้วท่าจะดี 

ก็คงได้แต่ยิ้มไปกับฝันและแรงลมพร้อมกับต้นไม้ที่งดงาม
  ลึก ๆ ในใจช่างอ่อนไหวเสียเหลือเกิน

วูบหนึ่ง

posted on 05 May 2008 21:07 by kachasamon  in thought

ยังนอนไม่หลับ  วันนี้เพิ่งได้พักหายใจ  หลังจากมีงานค้างคามาหลายเดือน  แต่ก็อย่างว่า  งานยังไงก็อยู่แม้ไม่มีเราแล้ว  วันพรุ่งนี้ก็คงต้องเสริมหัวใจเหล็กต่อไป  ไม่รู้ว่าเหล็กจะกลายเป็นเยื่อบาง ๆ มากแค่ไหน  แต่จะพยายามทำให้แกร่ง 

นอนไม่หลับ  เพราะดื่มกาแฟมาหนึ่งแก้ว  ราว ๆ 17.00 น. ของวันนี้ 

สำหรับคนที่เชื่อในฟ้าดิน  ก็คงจะรู้ว่าบางครั้งเราก็ไม่อาจฝืนในโชคชะตาใด ๆ ได้  แม้ดูเหมือนจะมีทางเลือก  แต่ทางนั้นก็แสนยากลำบากและไม่อยากจะเดินไปเท่าใดนัก  หลาย ๆ ชีวิตไม่มีแม้แต่ทางที่จะเดินใด ๆ

ฉันก็แค่คน ๆ หนึ่งที่เกิดมา  เรียนรู้  เติบโต  และอยู่ในวงล้อของวัฎจักรชีวิต  สิ่งที่ทำให้ฉันยิ้มได้  คือคำว่าส่วนตัว  หากแต่สิ่งที่ทำให้ฉันไม่สบายใจ  และรู้สึกไม่ดี  นั่นก็คือ  ผลประโยชน์  ค่านิยมวัตถุ  ความเบียดเบียน  การตัดสิน  และไร้มิตรจิตรมิตรใจ 

ก็คงจะคิดมาก  แต่จะพยายามยิ้มและเข้าใจให้มากกว่านี้

วันนี้เข้ามาเปลี่ยนเพลง  "ยอมจำนนฟ้าดิน" โบวี่

ไม่ได้อกหัก  ไม่ได้ช้ำรัก  ชีวิตสมบูรณ์ดี  หากจะพอใจก็คือดีมาก ๆ แต่หากไม่พอใจ  ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย 

วันนี้ยืนอยู่บนเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย  แต่จะพยายามปูทางกุหลาบน้อย ๆ ให้คนที่รักและห่วงใย  เท่าที่มือและชีวิตดวงน้อย ๆ ดวงนี้จะทำได้ 

วูบหนึ่งของความรู้สึก  คือความท้อ  วูบหนึ่งของความรู้สึกคือแรงสู้  และวูบหนึ่งของความรู้สึกมีมากมาย  หมุนเวียนและสับเปลี่ยน  นั่นคือความจริง  ความไม่หยุดนิ่งของจิตใจ 

ฉันปฏิเสธไม่ได้ว่าฉันก็คือมนุษย์คือคนธรรมดา  เพราะฉะนั้นวูบไหน ๆ มักจะปะปนไปกับเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย  บางครั้งอยากจะลบออกจากความทรงจำ  แต่อย่างไรก็ใช่จะทำได้ง่าย ๆ

ฉันยังไม่รู้เลยว่า  ทำไมความรู้สึกแบบนี้ยังเกิดขึ้นได้  ความรู้สึกฝันที่ว่างเปล่า  แม้ในชีวิตจะมีทุกอย่างที่ใครหลายคนอยากไขว่คว้าและปรารถนา  แต่สำหรับฉันเมื่อได้สัมผัส  กับบอกได้กับใจตัวเองว่า  ไม่ใช่ 

อย่างไรก็ตาม  ทางในทุกวันนี้ไม่ได้เลวร้ายมากมายนัก  กลับดีมาก ๆ ซะด้วยซ้ำ 

แต่วูบหนึ่งของหัวใจ  คือ  ความเหงา  และคิดถึง  ฉันก็แค่ไม่รู้ว่าฉันคิดถึงใคร  และคนที่อยู่ข้าง ๆ ฉันนี้คือคนที่ดีที่สุดที่ฉันต้องห่วงใยและปรารถนาดีตลอดลมหายใจที่มี

วูบหนึ่งของคำว่าคิดถึงก็ยังเป็นอยู่  ที่ไม่รู้ว่าคิดถึงใคร  ก็คงต้องปล่อยให้รู้สึก  วูบหนึ่งวูบใด  ผ่านไปผ่านมา  เพียงแต่เรายืนอยู่ตรงนี้  รู้  และเข้าใจ  มีเป้าหมาย  ทำตามที่ฝัน  และรักษาหน้าที่  เท่านี้ก็คงจะมีคุณค่าที่ได้เกิดมารับรู้ถึงความเป็นคน

ก็บ่น

posted on 30 Apr 2008 11:30 by kachasamon  in thought
วันนี้ทำงาน  ไม่ใช่ว่าตัวเองเก่งนะ  เพราะไม่ได้เก่งทั้งในด้านสมองและสติปัญญา 

ตั้งแต่เด็ก  การศึกษาที่เคยเรียนมา  บอกได้เลยว่าจำอะไรไม่ได้   รู้แต่ว่าย้ายโรงเรียนปีละครั้ง  และไปอยู่ที่ไหน  ก็ไม่ได้ปะติดปะต่อเนื้อหาอะไร  ไม่รู้รอดมาได้ยังไงเหมือนกัน  ส่วนม.ต้น + ม.ปลายนี่ค่อยนิ่งหน่อย  มาว่ากันเรื่องสิ่งที่เรียนมากับงานที่ทำ 

ด้วยเป็นคนที่มีนิสัย  ทำในสิ่งที่คนอื่นสั่ง  เค้าสั่งอะไรมาทำ  เหนื่อยก็ทำ  ทำคนเดียวก็ทำ  คนอื่นไม่ทำช่างเค้า  เราทำเพราะคือหน้าที่  ทำให้ดีเท่าที่ทำได้  ในส่วนของประโยชน์และการนำไปใช้  ก็หยิบในสิ่งที่เป็นประโยชน์มาใช้แบบประยุกต์ความรู้เอง  ไม่มีคนสอน  ทำเอง  คิดเอง  มั่วเอง  คนอื่นก็ประเมินไป  ได้อะไรออกมาช่างหัวมัน 

ส่วนระดับอุดมศึกษา  วิชาเลือกเสรีที่ลงส่วนมากจะเป็นวิชาที่อยากเรียน  ขอย้ำ  คือวิชาที่อยากเรียน  ไม่ใช่วิชาที่เรียนแล้วได้เกรดดีหรือเรียนเพราะเพื่อน ๆ ลงเยอะ  ดังนั้นบอกได้เลยว่า  วิชาที่ลงก็คือวิชาที่ต้องมาใช้ทุกวันนี้หรือชอบ  เช่น  คอมพิวเตอร์พื้นฐาน  หรือการจัดการชุมชน  อะไรก็แล้วแต่ที่อยากเรียนและเห็นว่ามีประโยชน์กับอนาคต  แม้จะเรียนกับเพื่อนนอกภาคหรือนอกคณะหรือกับใครที่ไม่รู้จักก็ตาม  ยายคนนี้ก็ลงเรียนเพราะอยากเรียน

วันนี้ทำงาน  ปวดหัว  งง  มั่ว  + บ้า  ออกอาการถึงขั้นกัดทุกคนได้ในความคิด  555  (ได้แต่คิด)  เป็นตัวอะไรแล้วเนี่ย  Sense เราอาจจะแปลกกับมาตรฐานที่คนอื่นเอามาวัดกันมั้ง

เพราะอะไรรู้มั้ย  ทำรายงาน  รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำไปมันแบ่งแยกไม่ชัดหรอกว่าอะไรอยู่หัวข้ออะไร  เพราะมันก้ำกึ่งจากส่งที่เค้าจะเอา  คือ  ถ้าจะให้ทำทีละ Step แล้วแยกให้เห็นจนท้ายที่สุดมารวมกันแบบนั้น  ฉันว่ามันเปลืองน่ะ  เปลืองกระดาษ  เปลืองหมึก  ฉันจึงมักจะสรุปไปเลย  ส่วนคนอ่านก็ต้องวิเคราะห์ออกมาสิ  จบมาตั้งระดับไหนแล้ว  คะแนนดีกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ  แถมสถาบันดีด้วยไม่ใช่เหรอ  มาอวดมาโก้กันนักไม่ใช่เหรอ   

สุดท้ายเป็นไงรู้มั้ย  หาไม่เจอเจ้าค่ะ  555  ปัญญาคน  ปัญญาประเทศ  จะเอาทีละ Step  จะเอาเศษกระดาษ  จะเปลืองทรัพยากร 

ส่วนฉันอ๊ะ  รับมาส่วนหนึ่ง  เพราะชอบทำแหวกแนวเพราะเห็นว่าไร้สาระอย่างหนัก  แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า  คนเราเอาตัวอักษรมาวัดอะไรกันแบบนี้  โดยไม่คำนึงถึงคำว่าเปลืองกันซะเลย 

ตอนนี้เปลืองสมองฉันแล้วละ  บางทีฉันว่า  ฉันขอออกไปเปลืองสมองตามเส้นทางใหม่ของฉันดีกว่านะ

ขอบ่นหน่อย  มันเหลือเกินจริง ๆ ปัญญาชน  ปัญญาของประเทศ